Monday, December 06, 2021

6 ธันวาคม 2564
วันที่เริ่มความคิดใหม่ๆ ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืน ในวัย 41 ปี เราทำอะไรมามากมาย ทั้งต่อตนเอง ครอบครัว และคนรอบข้าง แต่อะไรคือความยั่งยืนที่จะทำให้เราตั้งตาคอย ในการตื่นเช้าขึ้นมาทุกๆ วันในอีก 40 ปีที่เหลือ ช่วงเวลาชีวิต จิตและร่างกายไม่ใช่ของเรา สักวันก็ต้องคืนกลับไปสู่ธรรมชาติ แต่เราจะฝากอะไรทิ้งไว้ในโลกนี้ เป็นคำถามที่ติดอยู่ในหัวมาตลอดปีสองปีที่ผ่านมา ถึงเวลาแล้วที่ต้องลุกขึ้นเปลี่ยนแปลง ถึงเวลาที่ต้องไขว่คว้าหาโอกาส ทำยังไงให้ร่างกายแข็งแกร่งพอที่จะขับเคลื่อนสิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นได้เร็ว accelerate ตัวเองยังไงให้เร่งและทุ่มเทกับสิ่งใด อย่างมีความสุข เราจะไม่หยุดมุ่งมั่น จนกว่าจะถึงวันที่เราเข้าใกล้นิพพาน Let's the destiny begins.

Monday, April 14, 2014

สุวรรณภูมิยุคพัฒนา

สำหรับใครที่ทันการเดินทางด้วยเครื่องบินจากแต่ก่อนที่มีแค่ดอนเมืองอาคารเดียว เป็นสองอาคาร และย้ายมาเป็นสุวรรณภูมิ ช่วงแรกๆ ของการเปลี่ยนถ่าย มีความไม่สะดวกสบายหลายประการ จนหลายๆ เสียงยี้ ถึงคำว่าสนามบินที่จะเป็น hub ของอาเซียน เราจะไม่พูดถึงอดีตแต่มาดูปัจจุบันกันดีกว่า

ยุคนี้สุวรรณภูมิพัฒนาไปมากจริงๆ
ทั้งรายละเอียดตัวอาคาร การขนส่ง และปริมาณการจราจร จนหลายๆครั้งที่รันเวย์มีปัญหา ก็ทำให้ระบบการบินทั่วภูมิภาครวนได้เหมือนกัน แต่ที่อยากจะเล่าและใหม่ในประสบการณ์ของผู้เขียน คือเดี๋ยวนี้มีคอมพิวเตอร์ตั้ง คล้ายๆร้านเนตออนไลน์ให้ใช้กันฟรี มีเก้าอี้นั่งที่ปรับนอนได้เหมือนเบาะนวด หรือการรับพาสเวิร์ดฟรีไวไฟก็มีจุดแจกเยอะขึ้นไม่น้อยเหมือนแต่ก่อน แม้แต่ห้องน้ำที่สมัยเปิดใหม่ๆ ก็ด่ากันขรมแต่ตอนนี้ปรับปรุงซะสวยเช้ง แถมมี digital wall ให้เล่นอีกด้วย

ก็ได้แต่หวังว่าบัานเราจะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ไม่งั้นถูกเพื่อนแซงแน่ ได้ข่าวมาว่า ชางฮีที่สิงคโปร์เตรียมเปิดเทอร์มินัลใหม่ และเวียดนามกำลังสร้างสนามบินใหม่อีก คู่แข่งรอจ่อคอหอยอยู่แล้ว

ดินแดนแห่งความเสรี

11 ชั่วโมงกับการเดินทาง ความคาดหวังที่คิดว่าความเป็นเมืองอุตสาหกรรม น่าจะมีบ้านเรือนอาคารอย่างหนาแน่น ตรงกันข้าม เมื่อเครื่องบินลดระดับ สิ่งที่ปรากฎต่อสายตาคือความเขียวขจีสลับกับท้องทุ่งข้าวสาลี และพื้นที่เปล่าที่เก็บเกี่ยวแล้ว และกลุ่มของบ้านเรือนที่กระจายตัวเป็นหย่อมๆ ถนนที่เรียบง่ายแต่ได้รับการวางมาแล้วอย่างดี เข้าถึงทุกพื้นที่ไร่นา แม้จะมีคดเคี้ยวบ้างแต่ก็มีขนาดเท่าๆกันตามมาตรฐาน กลุ่มต้นสนหนาแน่นอยู่กระจายเป็นหย่อมๆ อย่างเป็นระเบียบ ผิดจากสิ่งที่แต่เป็นในทางที่เห็นแล้วต้องทึ่งมากว่าผิดหวัง ว่าเมืองที่เจริญขนาดนี้ไฉนพื้นที่สีเขียวยังคงมากมายได้ขนาดนี้ สนามบินที่นี่ก็ดูเรียบง่าย ไม่ต้องหรูหราแต่มีฟังก์ชันอำนวยความสะดวกครบครัน การจัดตารางไฟลท์ช่วยได้เยอะทำให้ผู้โดยสารไม่เยอะ รับกระเป๋ากันได้สบายแม้กระเป๋าจะออกมาช้าสักหน่อย. การเดินทางเข้าเมืองก็สะดวกสบาย ออกสนามบินลงรถไฟได้เลย ที่น่าแปลกกว่าคือที่ซื้อตั๋วอยู่ในชานชาลา ไม่มีประตูกั้นใดๆ ทั้งสิ้น นั่นหมายความว่าไม่ซื้อตั๋วก็ขึ้นรถไฟได้เลย ถึงมาเป็นชื่อตอนว่า ช่างเสรีจริงๆ เมืองนี้ ประเทศนี้ แต่คิดว่าคนเมืองนี้คงมีความเคารพในตัวเองมากพอ ที่จะไม่ขโมยบริการ แม้จะสามารถทำได้ก็ตาม ทั้งนี้คงด้วยความเข้มงวดที่อาจแจ๊กพอตแตกโดนตรวจระหว่างทางแล้วต้องโดนปรับราคาแพงโข ก็เป็นได้ เริ่มสนุกกับการได้เรียนรู้ความคิดจิตใจของมนุษย์ในอีกซีกโลกหนึ่งละ

Sunday, April 13, 2014

การเดินทางที่แสนยาวไกล

ถ้าพูดถึงการเดินทาง หลายคนคงนึกถึงการออกเดินทางท่องเที่ยว หรือทำธุรกิจ แต่ในบางมิติก็หมายถึง การตัดสินใจเพื่อเริ่มต้นเส้นทางใหม่ของชีวิต มนุษย์ทุกคนล้วนมีเส้นทางที่เริ่มออกเดินของตัวเองมาอยู่แล้ว เราจะรู้สึกปลอดภัยเมื่อเราอยู่บนเส้นทางเดิมเพราะความคุ้นชิน แต่บ่อยครั้งความคุ้นชินนี้ก็อาจทำให้เราเบื่อหน่าย 

ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่มนุษย์ส่วนใหญ่ จะเลือกอยู่บนเส้นทางเดิม ทนอยู่กับเส้นทางเดิมแม้จะเบื่อแค่ไหนก็ตาม นั่นเพราะปัจจัยในการตัดสินใจในชีวิต แต่ก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งไม่น้อยในโลกใบนี้ที่จะตัดสินใจเริ่มต้นกับเส้นทางใหม่ๆ ด้วยหวังว่าจะนำพาไปสู่จุดหมายที่ดีกว่าหรือน่าตื่นเต้นกว่า

แล้วคุณล่ะจะเลือกทางเดินไหน?
ส่วนผมผมชอบความตื่นเต้นท้าทายครับ ผมรู้สึกว่าชีวิตคงไม่สนุกถ้าเราต้องทนเดินบนทางลำบากเส้นเดิมๆ  ที่รอบๆ ข้างก็เหมือนเดิม ทั้งๆ ที่เรามีทางเลือกทางเดินใหม่ ที่อาจจะลำบากกว่าเดิมก็ได้ แต่มันก็น่าตื่นเต้นดี กับช่วงชีวิตที่เรามีอยู่หรือเปล่า?

When the journey begins ...

はい お久しぶりです

Well... Sorry. I just have time to update blog. Let's me bring you to the land of castle! Sorry again but it will be in Thai!
Enjoy!!! 

Saturday, June 25, 2011

Mirror

กระจกไม่เคยยิ้มให้ใครก่อน

"The mirror never smiles first"

Tuesday, May 31, 2011

วันสิ้นเดือน

เมื่อวานนี้ ได้รับข่าวดีจากเพื่อนญี่ปุ่นว่า
ภรรยาคลอดลูกชายแล้ว เพื่อนคนนี้คบกันมายาวนาน
ตั้งแต่ไปญี่ปุ่นแรกๆ เลย เพราะเป็นเพื่อนในแลบด้วย
และพอเราเรียนจบก็ชักชวนให้ไปทำงานญี่ปุ่นด้วย

รู้จักกันตั้งแต่ก่อนเค้ามีแฟน จนมีแฟน จนแต่งงาน
และเชิญเราไปเป็นพยาน ที่ต้องทำพิธียืนต่อหน้าแขกคนญี่ปุ่นอีกนับสิบ
และเซ็นต์ชื่อในใบทะเบียนสมรสด้วย
จนเมื่อวานนี้ เค้ามีลูกชายแล้ว อื่มมม รู้สึกดีที่ได้เป็นพยานในทุกๆ ช่วงชีวิตของเพื่อนคนนึง
เค้าว่าคนญี่ปุ่นสนิทด้วยยาก แต่ถ้าสนิทกันแล้ว ก็สนิทกันไปตลอดทีเดียว

วันนี้สิ้นเดือน
ได้เงินเดือน (ที่ต้องเสียภาษีไทย) จริงๆ แล้วครั้งแรก
แผนการจัดการเงินออกมาเป็นรูปร่างก่อนจะมีเงินเดือนซะอีก
เค้าว่ากันว่า ถ้าบริหารเงินดีๆ เราก็จะเหนื่อยน้อยลง ออมก่อน รวยกว่า
หวังว่าแผนจะใช้ได้ผลนะ
แผนการใช้เงินอันดับแรกเลยคือ โอนเงินให้พ่อแม่
และมีอันดับอื่นตามมาอีกมากมาย เวลาไปธนาคารที ต้องไปครบทุกแบงค์กันเลย
เพราะซอยบัญชีย่อยเยอะมาก . . .

วันนี้ประชุมสาขา ก็เฮฮาๆ ตามอัตภาพ ยังไม่รู้ว่าจะพูดไม่ควรพูดอะไร
สักพักคงจะคุ้นชิ้น แต่อยู่ดีๆ ก็ได้ดูแลหมวดวิชานึงมาด้วย
ประมาณว่าในอนาคตจะตั้งเป็นแลบเฉพาะทาง ค่อยเป็นค่อยไปละกันดูว่าจะทำอะไรได้บ้าง
หลังจากประชุมสาขาเสร็จ ก็รีบกลับมานอน เพราะง่วงมากมาย
ตื่นตั้งกะตีสองนี่ ตอนนี้เลยตาสว่างอยู่เลย คงเตรียมสอนซะหน่อย เพราะที่ทำงาน แต่ทำงานไม่ได้เล้ยย

ฮู้ว หายไปนาน...

สวัสดีครับ Hello Ohaiyo

ห่างหายไปนานอีกแล้ว บล็อกเกอร์ ผมขอโต๊ดดด T_T
. . .
ขอกลับมาบันทึกอีกครั้ง เนื่องจากว่ามีพี่ที่รักคนนึง เพิ่งไป ตปท.
แล้วก็คุยๆ กันเรื่องบล็อค เค้าก็อยากเขียนบล็อค เราก็ระลึกได้ว่า
เราก็มีบล็อคเหมือนกันนี่หว่า แล้วก็เริ่มเขียนตอนไป ตปท. เหมือนกันด้วย

วันนี้ก็เลยแวะมาทักทาย ชาว subscriber ทั้งหลาย
หวังว่า fan club ยังไม่หายไปไหนนะ ผมขอโต๊ดด Gomennasai Sorry Sorry
เดี๋ยวมีเรื่องใหม่ๆ มาอับเดทให้ฟังนะคร้าบ I will update new chapter of my life frequently krub...

เรื่องแรก เอานี่ก่อน วันนี้มีประชุมสาขา ITE
เอ๊ะ ผมบอกไปหรือยังนะ ว่าผมทำงานเต็มเวลาแล้ว (ซักที) ที่ ม.รังสิต คณะ IT
วันนี้ ก็ทำงานครบตั้ง 1 เดือนพอดี แต่ก็ใช้งานกันสาสมทีเดียวเชียว มีเหตุได้ทู้กกกวันสิพ่อคุณแม่คุณ
อ่า บ่นอารัมภบทซะนาน เอาว่าวันนี้จะได้เจอ อ.หน้าสวยหล่อครบทุกคนในสาขา (ยกเว้นคนโดดประชุม)
หวังว่าจะมีอะไรดีๆ นะ ท่องไว้ๆ "อย่าทำหน้าบูด เหมือนตูดปลากระเบน"
ยิ้มไว้ๆ ถ้าหัวเราะแบบคุณนายที่ 4 ได้ก็จะดี คนจะได้นึกว่าเราเฟรนด์ลี่ เอิ้กๆ

ว่าแต่วันนี้ตื่นมาตั้งกะตีสองเลยนะ ไม่ได้ตื่นเต้นอะไร (ใช่ไหม)
จริงๆ แล้ว งานยังไม่เสร็จ ต้องทำ มคอ. 2, มคอ. 3 อ๊ะๆ พวกที่ไม่ได้เป็นอาจารย์คงสงสัย
ว่ามันคือมาตรฐานอุตสาหกรรมอะไรหรืออย่างไร นั่นมัน มกอ. จ้ะ เอ้ยไม่ใช่ มอก.
แต่นี่คือ มาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ ทำเพื่อประกันคุณภาพการศึกษา
ซึ่งมหาลัยส่วนใหญ่ต้องเริ่มทำหมดแล้ว แลละะะด้วยประการละฉะนี้ อ.ผู้สอนก็ต้องทำเอกสารมากมายบานตะเกียง ก่อน/ระหว่าง/และหลัง สอน เอาน่าาา .... เพื่อเด็กๆ ตาดำๆ และหวังว่ามันจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้างกับการศึกษาไทย ไม่ทำก็ม่ายรู้ ..... จริงมะ

Monday, February 15, 2010

Burned Out

From the beginning, I felt like I am positively love the place I work for, which is why I worked 10-hour days, five days a week, and ate lunch at my desk or skip it. Sometimes, I came to work on holidays with the motivation to do a good work, impress myself and impress some others as well. At that time, I thought that I can do anything, handle everything, initiate new ideas and produce a lot of outcomes while I can have a free time spending for exploring the outside world too.

With some breaking points about working environment and my significance, my mind has been changed. I'm still working in long hours but have less results. I spent most of the time to think again and again individually. From an energetic discussion about work for moving to the next step, it had been changed to be a report about work with no new information is gained. No cheer up words and solution on the un-handled problems are given. No feeling of desire to see the success of us could be sensed. Problem of the work seems to be my individual problem. I have to be good in doing everything by myself not a team, but it is not mine. Whatever the reason is my less experience or my stupid brain, I am not good in doing everything alone especially the technical idea but I could not request for help. There are some obstacles occurred in working environments as becoming a wall between colleagues.
I cannot tolerate this situation.

It seems to be good that we need not to depend on any and any need not to depend on you, but it is not true for me. You will find yourself have no existence and you will further think that you are no need for the place you work for anymore.

Every now and then, I find myself sitting on the futon in the morning, with my head in my hands, struggling to find the energy to just get up and get dressed – the thought of going to work and being functional is almost overwhelming. No motivation anymore.

While most of us have experienced an episode like the one I've described, for the majority of us, it never goes beyond being a bit reluctant to go into work, or being a little disengaged when we're there. For some, however, these feelings can escalate into something a lot more serious: burnout.

Tuesday, December 01, 2009

บทวิจารณ์ระบบสัมนากลุ่ม

ในประเด็นนี้ขอพูดถึง ระบบสัมมนากลุ่ม ที่นิยมนำมาใช้ในการเรียน Master หรือ Ph.D. ที่เน้นไปที่การทำวิจัย โดยนักศึกษาแต่ละคน จะมีหน้าที่ในการนำเสนอความก้าวหน้างานวิจัยของตัวเอง แก่อาจารย์ หรือนักวิจัยรุ่นพี่ เพื่อที่จะได้รับคอมเมนต์แล้วนำไปปรับแก้ งานของตัวเอง หรืออาจจะมีการถกเถียง รับความรู้เพิ่มเติม ที่คนอื่นอาจจะรู้ แต่เราไม่รู้ อันจะก่อให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ (knowledge transfer) และอาจรวมไปถึงการสร้างไอเดียใหม่ๆ เพื่อจะได้นำไปศึกษาต่อได้

ส่วนสำคัญที่จะทำให้การสัมมนาสำเร็จผลนั้น นอกจากเนื้อหาแล้ว รูปแบบการสัมมนา ก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ที่จะทำให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้อย่างเต็มที่ ผมอยากจะลองแชร์ข้อดีข้อเสีย ของรูปแบบการสัมมนาในแบบต่างๆ ให้ได้เห็นกัน

แบบที่ 1  ผู้นำเสนอผลงานทุกคน ต้องนำเสนอผลงานทั้งหมด อาจจะใช้เวลาทั้งวัน หรือ 2-3 วัน และความถี่การนำเสนอ อาจจะหนึ่งเดือนครั้ง

ข้อดี:  ทุกคนเท่าเทียมกัน เวลาทำงานเท่ากัน เวลาจะเฮฮาก็พร้อมกัน เวลาเครียดก็ใกล้เคียงกัน เหมาะสำหรับ Lab ที่ Prof ค่อนข้างยุ่ง มีเวลาน้อย และ Lab ขนาดใหญ่ ที่นัดสมาชิกยาก หรือ Lab ที่มีคนทำงานมาเรียนเยอะ 

ข้อเสีย: เนื่องจากเวลาที่แต่ละคนต้องพรีเซนต์ต่อกันไปเรื่อยๆ และความล้า จากการนั่งฟังงานวิชาการที่ยาวนาน อาจจะลำบากในการให้ comment ลงรายละเอียด รวมถึงคนที่ต้องพรีเซนต์ก็อาจกังวลเรื่องการนำเสนอของตัวเอง ทำให้ไม่ได้ตั้งใจฟังงานของคนอื่นเท่าที่ควร คนที่จะให้คอมเมนต์ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ก็จะเป็นคนที่ไม่ได้พรีเซนต์ (ซึ่งส่วนใหญ่หมายถึงอาจารย์)

แบบที่ 2  นำเสนอผลงานแบบวนกันไป ครั้งหนึ่งอาจจะ 1-3 คน เพื่อให้กินเวลาจำกัด ประมาณ 3-4 ชั่วโมง และทำเป็นประจำทุกสัปดาห์

ข้อดี:  เกิดการ discuss กันอย่างกว้างขวาง เพราะผู้ที่ไม่ต้องรับผิดชอบนำเสนอผลงาน จะไม่เกิดความกังวลใจ ลงรายละเอียดได้มากกว่าแบบแรก มีโอกาสที่จะกระตุ้นตัวเองให้ทำงานอยู่ตลอดเวลามากกว่า เนื่องจากมีสัมมนาในทุกอาทิตย์ 
  
ข้อเสีย: ใช้เวลามากกว่าปกติ บางคนอาจจะขาดการสัมนาบ่อยกว่าแบบแรก เพราะอาจจะไม่สะดวกในทุกๆ อาทิตย์ เหมาะกับแลบที่คนไม่เยอะมากนัก ที่จะทำให้การนำเสนอของแต่ละคนในครั้งนี้ กับครั้งถัดไป ไม่ขาดตอนนานเกินไปนัก

แบบที่ 3 สัมมนาแบบกลุ่มย่อย จัดแยกกลุ่มคนนำเสนอ ตามหัวเรื่องที่สนใจ 

ข้อดี: ลงรายละเอียดได้มาก สามารถให้ความรู้ได้เจาะลึก เฉพาะเรื่องลงไป สามารถเชิญผู้เชี่ยวชาญนอก Lab ในสาขานั้นมาร่วมด้วยได้ หรือจะมีการจัดสัมมนาในรูปแบบอื่นร่วมด้วยได้ เช่น การทำ workshop, การอภิปรายเกี่ยวกับวิธีการทดลอง, การหาข้อมูลร่วมกัน  หรือ อาจจะสัมมนาในรูปแบบ project ที่ทุกคนมีจุดประสงค์หลักร่วมกัน แล้วแบ่งแยกย่อยปัญหาให้แต่ละคนรับผิดชอบ 
 
ข้อเสีย เปลืองเวลามากที่สุด ใช้พลังงานสมองค่อนข้างมาก ต้องมีทีมเวิร์คที่แข็งแรง


ส่วนแบบไหนจะดีที่สุดนั้น ผมไม่ขอฟันธง เพราะคงต้องขึ้นอยู่กับ Lab และสมาชิก
ว่ามีธรรมชาติเป็นอย่างไร แบบไหนที่จะทำงานแล้วรู้สึกสบายใจที่สุด

แต่จากประสบการณ์ส่วนตัวของผมนั้น ไม่ว่าแบบไหนก็ตาม
แต่ถ้าทุกคนได้มีโอกาสคุยกันมากขึ้น ปรึกษากันมากขึ้น
นำปัญหาที่เกิดในงานตัวเอง มาแชร์ มาทำให้ทุกคนรับรู้ว่าเป็นปัญหาร่วมกัน
ที่ควรต้องร่วมกันแก้ไข น่าจะเป็นการทำงานทีื่สร้างแรงจูงใจในการทำงานให้สนุกกันมากขึ้น
เพราะเมื่อทุกคน จริงใจ และสนิทใจ ที่จะทำงานร่วมกันแล้ว อุปสรรคใดๆ ก็คงฝ่าฟันไปได้ . . .

3 Keys to avoid the failure

If we assume that human is the same as natural.
There are three things that you need to consider if you want to avoid the failure of anything you would do.

When is the appropriate time to do the thing?
Who is the most important person that we should work with?
What is the important mission that we should do all the time?

The answer is quite simple and impressive.
"Present" is the most important time.
The most important person is the "person in front of us."
And, "To make the person in front of us feels happy" is the most important mission that we should do.

Practicing yourself to live the life in the present, with the surrounding people and nature 
is a thing that we should do by "mindful mediation."

Whenever someone get in troubles, their mind are full of bad thing. if they were trying to wash those bad thing from their mind, it is equal to increase those bad thing to their mind again and decrease pure mind. Look at those bad thing and do not trying to do anything. Let the law of energy wash them. By this way, They will be able to keep their power before they lost. 

Tuesday, November 24, 2009

ชีวิตที่หยุดหมุน

ในความเป็นจริง ชีวิตเราต้องหมุนอยู่เสมอ
หมุนไปสู่ความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ที่เราจะได้พบเจอ

แต่ปัจจุบัน ผมรู้สึกได้ถึงชีวิตที่หยุดนิ่ง ของตัวเอง
ไม่ก้าวเดินไปไหน ไม่มีแรงชักจูงนำพาลากไป ไม่ไขว่คว้าหาทางหมุนตัวเอง

แค่เพียงผมหยุด คนทั้งโลกก็เดินก้าวนำหน้าเราไปแล้ว
เพราะโลกและกิจกรรมบนโลก ดำเนินอยู่ตลอดเวลา

ที่รู้สึกอย่างนี้ เพราะเห็นชีวิตคนรอบข้างหลายๆ คน
มีการเปลี่ยนแปลง ที่ทั้งผมรู้สึกว่าสิ่งที่เปลี่ยนนั้นมีทั้งดีขึ้นและด้อยลง
แต่นั่นก็ถือว่าได้เปลี่ยนแปลง ได้ก้าวข้ามผ่านสิ่งซ้ำๆ ไปอีกก้าว

บางคนได้งานใหม่ บางคนรูปร่างหน้าตาเปลี่ยนไป สวยขึ้น แก่ลง
บางคนนิสัยก็เปลี่ยนไป บางคนเปลี่ยนจากนักเรียนเป็นคนทำงาน 
หรือบางคนเปลี่ยนจากทำงานมาเป็นนักเรียน สิ่งเหล่านี้ล้วนเปลี่ยนชีวิตพวกเขามากมาย
แต่ผมกลับรู้สึกว่า ตัวผมนั่นแหละเป็นคนที่หยุดชีวิตของตัวเอง ...

ผมรู้สึกตัวผมนั้น หยุดนิ่งมาชั่วขณะหนึ่งแล้ว
ทั้งเรื่องงาน เรื่องชีวิต และเรื่องปัญญา
คงต้องถึงเวลาบูรณะใหม่ ที่จะไม่ผลาญเวลาในชีวิตให้หมดไป อย่างไร้ค่า
ใช้แต่ละเสี้ยวนาที ผลักดัน ให้ชีวิตก้าวเดินต่อไป อย่างมีคุณค่า และมีสติ 

ยังมีความสนุกตื่นเต้น รอเราอยู่อีกมากนักนะ ชีวิตนี้

Thursday, November 12, 2009

เรื่องของคน

คนจะงาม งามที่ใจ ใช่ใบหน้า

คนจะสวย สวยจรรยา ใช่ตาหวาน

คนจะแก่ แก่ความรู้ ใช่อยู่นาน

คนจะรวย รวยศีลทาน ใช่บ้านโต

อยู่อย่างขาดฝัน มันจะทรมาน

Wednesday, November 04, 2009

Loneliness, a state of mind

When I was in my home country. I did not quite get quiescece of activities in my office. Almost everyday had been bursting with activities – the phone ringing endlessly, the guests coming every hour and the printers working overtime – I would think I am working in a New York stock market. 

The thing had changed since I moved to work in Zen-style, way of life, country. Everyday like today when it is so quiet that you can hear a pin drop from a far distance. And it is on days like today – so quiet – that I am overwhelmed with the feeling of loneliness. I am in doubt whether it is caused by a nature of East world or a kind of job where everyone has a separated work and need no communication.

Although I have a bunch of work to finish, I have no concentration to work on them since all of then need idea and inspiration. I inevitably turn to a useless-for-work activity – blog-hopping. I find myself in awe with a blog of Tale of Psychological Damage. The author wrote that “you are lonely because you are too focused on your loneliness.” I was dumb struck. That seems to be true! Do I feel lonely right now because I am too focused on the loneliness?

A long for those days, I was so busy. I could hardly answer personal phone calls while I spent whole of my concentration on doing work. And so lunch time was a break that I looked forward to after a friendly banter with friends as what we should eat or discussing humorous topics. Nowadays, I occasionally have boring lunch with colleagues. Sometimes I don’t even bother with lunch at all. How pathetic can that be! I could not be entertained by the topics or give a funny talk as I used to do. My motivation of learning new language had also disappeared. No one except me that should be blamed since my poor skill. I hardly understand what they said. Sometimes, I could not catch even the mentioned words that I would take them for searching the meaning later after lunch as I used to do. Speed, intonation, accent, expression or whatever the cause is, it reduces my self-esteem and makes me feel apart from a group day by day. Uncomfortable situation while you are sitting in a world that you do not hear anything and have to guess all the time consumes a large energy more than expecting.

Forget about those things and switch back to my loneliness. I found out the quote, “Loneliness, lonesome and solitude is a state of mind. Dwell in it if you dare, the abyss of depression would come uninvited. Depression another humongous reserve of unexplained behaviors known to man would slowly rear its ugly head if we stay there too long.”

Theoretically, loneliness is a state of mind. Just like smoking, you intend to quit depends on your state of mind. Can you dictate your state of mind then? I will try although I finally end up with I cannot. At least, I will let not this loneliness lead to depression again. I will make peace with it. The same way I make peace with things I can’t change.

Enjoy the day folks.


Thursday, October 29, 2009

When the sky turns blue


After hard storm, the sky will be so blue and clear. Actually, the sky is normally being like this color since the world begins, but we cannot see its beautifulness until the the dreadful disaster happened. 

It is the same as our life. We will not recognize the real value of the possessed thing until we lost it. How do human beings usually be so late on recognizing their values of life? And, how do we human beings survive such suffering and thrive in spite of it? 

Wednesday, October 28, 2009

Dear Friend


Dear friend,

I am thinking of you so much.
I thought that you will stay beside me forever and sharing happiness together
as long as we still alive, but it is not true . . .

You departed from my life and it is not your fault.
You walked away from my way not because of your desire, 
but because I chased you.
You used to come to say hi and visit me sometimes,
but I denied to see you.

Now, I realize that I need you. I want you to be by my side as before.
When you were with me, I could do everything as I want happily.
I could master my life as I want when I was think of that I will meet you in soon.
I can lessen my diffidence and insecureness when you are in my mind.

Oh... Come on! Please come back to me.
I need my dear friend back, MOTIVATION.

[my poetry]

Saturday, July 18, 2009

วันหยุดสามวัน


โอ้ แม่เจ้า...
วันนี้พึ่งสำนึกตัว ว่า ส. อา. จ. นี้หยุดยาวติดกันสามวัน 
ตามปกติ วันจันทร์ที่สามของเดือน ก.ค. นี้ เป็นวันของญี่ปุ่นที่เรียกว่า
uminohi หรือวัน(ผี)ทะเล 
จริงๆ แล้ววันทะเล เป็นวันที่ 20 ก.ค. แต่เพิ่งมาเปลี่ยนที่หลังตามกฎหมายในปี 2003

ไม่มีอะไรมาก วันนี้เป็นสัญญาณของการเข้าหน้าร้อน
เป็นวันเปิดทะเล ที่คาดว่าทุกคนต้องไปทะเลกันอย่างล้นหลาม 
(เราก็เลย ไม่ไปทะเลดีกว่า เพราะกลัวตากุ้งยิง แหะๆ)

กลับมาๆ เข้าเรื่องวันหยุดสามวันก่อน
ไม่มีแพลนอะไรพิเศษเลยอ่ะ นอกจากวันอาทิตย์ 
ทำไรดีหนอ หรือจะเขียนโค้ดทำวิจัย ให้เซนเซย์ปลื้มดี 
(หุหุ ไม่ได้มีตติ้งกับเซนเซย์มาจะร่วมปีนึงแล้ว คงเกลียดขี้หน้ากันแล้วเนี่ย)

เห็นชาวบ้านในแลบ บางคนก็ไปปีนเขา บางคนก็ไปแคมป์ปิ้ง
อ่อ เสาร์นี้มีฮานาบิ(ดอกไม้ไฟ)ด้วย งานแรกของโตเกียวเลย 
แต่งานเล็กไปหน่อย มีพลุแค่ 12000 ดอกเอง 
อาจจะไม่คุ้มกับการลากสังขารไปเบียดเสียดผู้คน 

ไว้ถ้าคิดได้แล้วจะมาบอกว่าจะไปไหนดีละกัน 
(คาดว่ามัวแต่คิดวันหยดก็ผ่านไปหมดแล้วแน่เลย เอิ้กๆๆ)

Wednesday, July 15, 2009

เล่าบ้าง

เมื่อวันจันทร์มีเพื่อนที่น่ารักคนนึง
ร่าเริงแจ่มใส สดชื่นตลอดเวลา อีเมลล์มาเล่าเรื่องราวให้ฟัง
อ่านแล้วมีความรู้สึก อบอุ่นสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก
เลยคิดว่า เออ เราก็น่าจะหาเรื่องมาเล่าเก็บไว้เหมือนกันนะ

อย่างน้อยไม่มีใครอ่าน เราก็จะได้ตระหนักว่าเราทำอะไรไปบ้างวันๆ นึง
ไม่ปล่อยเวลาให้เสียไปโดยเปล่าประโยชน์
หาประสบการณ์ สิ่งใหม่ๆ และความสุข ใส่ชีวิตไปในทุกๆ วัน นี่แหละมั้งคือชีวิตที่มีค่า

เมื่อวานกลับบ้านเร็ว (ทุ่มนึง 55 นี่ถือว่าเร็วแล้ว)
เลยคิดจะไปเดินเล่น outlet แถวบ้าน
มันเป็นสถานที่เดียว ที่อยู่ใกล้แถวนี้แล้วล่ะ ที่ดูจะมีผู้มีคนมากที่สุด

อ้อก่อนไปแวะร้านเฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน ชื่อว่า Nitori ก่อน
นิโตริ จะสังเกตง่ายมาก เพราะจะเป็นป้ายเขียวสดใสอันเบ้อเริ่ม
ซึ่งถ้าหล่นมา คงมีคนโดนทับตายแน่นอน เพราะป้ายมันสูงกว่าตึกสามชั้นอีก
อ้อแต่มันเขียนด้วย katakana อ่ะนะ ต่างด้าวคงอ่านไม่ออก
เอาว่าถ้าเห็นป้ายเขียวๆ แจ๊ดๆ อันเบ้อเริ่มๆ ให้สงสัยว่า มันคือร้านเฟอร์นิเจอร์ละกัน

ไม่รู้เป็นอะไร ชอบดูห้องนอน ห้องครัว ห้องนั่งเล่น ที่เค้าจัดไว้เป็นเซตๆ ตามร้านเฟอร์นิเจอร์แฮะ
ในใจก็อยากจะได้แบบนั้นแบบนี้ แต่พอเอาเข้าจริงๆ ถึงเวลาซื้อ ดันเสร่อไม่ซื้อตามที่อยากได้
มัวกังวลโน่นนี่ ว่าย้ายออกแล้วจะทำไง เท่านี้ก็อยู่ได้แล้ว สิ้นเปลืองทำไม ฯลฯ
ห้องที่อยู่ปัจจุบันนี้เลยไม่ได้ตามที่อยากได้เลย - -!
แต่ก็นะ ซื้อของดีไป ก็ใม่ได้ใช้ตลอดอ่ะนะ อยู่นี่แค่ไม่นานเอง

เมื่อวานสงสัยเครียดจัด เดินมันทุกชั้นเลย แต่ไม่ได้ซื้อของใหญ่อะไรหรอกนะ
กะอยากได้เตียงเหมือนกัน กะจะเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ดูบ้าง
แต่ชั่งใจไปมา ก็ไม่ได้ซื้อ (จนจะกลับไทยละ)
อยู่จนเค้าปิดห้างเลยทีเดียว ประมาณ 19:45
ได้ของมาอย่างเดียว มันคือ ถุงเก็บฟุต้ง ที่ทำเป็นสุญญากาศได้
โดยดูดลมออก แล้วฟุต้งจะแบนมากๆ ไม่เปลืองที่เก็บ

หลังจากนั้นก็(ขี่จักรยาน)ไปต่อที่ outlet mall ชื่อ minami machida
อันนี้ก็คล้ายๆ outlet ทั่วๆ ไปมีแบรนด์ต่างๆ เยอะอยู่
ที่น่าสนใจคือเดือนเจ็ด มันเป็นต้นๆ หน้าร้อน
ก็จะมีของ sale เหมือนช่วงปีใหม่

เดินๆ ดูเห็น Gap ลด 70% กะจะสอยกางเกงขาสั้นซะหน่อย
มีกางเกงขาสั้นหุ่นใส่ แบบนึง อยากได้
มองหาแถวๆ นั้น เห็นเซลล์อยู่เหลือ 2900 ตาลุก ลายผ้าเหมือนกันเป๊ะ
ทรงเหมือนกันเป๊ะ มีกระเป๋าเล็กที่แถวๆ น่องบนเหมือนกันเป๊ะ
แต่มันขายาว !!!
เลยงงๆ ว่าอ้าว นี่ให้ซื้อไปตัดขาเองเหรอฟะ เลยเดินไปหาที่อื่นอีก
เจอแล้วๆๆ ขาสั้น พอดูราคา 6900 อยู่ในกองเซลล์ 20%
ง่ะ... คุณหลอกดาว แค่ตัดขาเนี่ยนะ ราคาต่างกันเป็นเท่าๆ เลย

เลยเลิกล่ะ ไม่ซื้อมันซะเลย กลับบ้านดีกว่า
คนขายเข้ามาทัก จับใจความได้ว่า เพิ่งกลับบ้านจากทำงานเหรอคะ
เรามีเสื้อแขนสั้นเซลล์ด้วยนะคะ (พอดีใส่เชิ้ตแขนยาวไป) ลองดูสิคะ
เลยบอกว่า ตรูอยากได้กางเกงขาสั้นเฟ้ยย ทำไมไม่เซลล์.... ในใจ
แต่ก็ยิ้มๆ แล้วก็พยักหน้าหงึกๆ แล้วเดินจากไป

เมื่อวานก็หมดเท่านี้ล่ะมั้ง
อ้อ ทำฟักต้มกระดูกหมูกินด้วยนะ เมื่อวาน อร่อยใช้ได้ทีเดียว
ช่วงนี้ไม่มีเพื่อนไปกินข้างนอกละ ต้องดิ้นรนทำกับข้าวเอง
อ่อ นอนเร็วด้วยเมื่อคืนห้าทุ่มนิดๆ ได้ ตื่นซะสายเลย เก้าโมง
ไว้จะปรับปรุงตัวใหม่ละกันนะคร้าบบบ

Thursday, June 18, 2009

นับต่อ


ผ้มมมกลัวมันจู

วันนี้เรียนภาษาญี่ปุ่น มีโจ้กเรื่อง "มันจูโคไว่" หรือ "กลัวมันจู"

แสดงให้เห็นถึงโจ้กที่มีวัฒนธรรมของประเทศนี้ ว่าอ้อเค้าตลกกันยังนี้นี่เอง

เรื่องสั้นๆ มีอยู่ว่า

นาย ก. บอกว่าตัวเองกลัวสิ่งของอย่างนึงมากๆ นั่นคือ มันจู

นาย ข. อยากแกล้ง นาย ก. เลยไปซื้อมันจูมาเยอะแยะเลย

นาย ก. บอกว่า กัวววว กัววววมาก  kowai kowai  tatsuketekure! ช่วยด้วย

แล้วหลังจากนั้น นาย ก. ก็กินมันจูหมดเกลี้ยงเลย

นาย ข. ถามว่า อ้าวกลัวแล้วทำไมกินทั้งหมดล่ะ

นาย ก. ตอบเขินๆ ว่า อ้าวก็กลัวไง เลยไม่อยากเห็น เลยกินเข้าไปให้หมด
แล้วก็ตบท้ายว่า  ครั้งหน้า กลัวชานะ !!

http://www.youtube.com/watch?v=sYhtNCBg2NM

ผมใช้เวลาโปรเซสประมาณหนึ่งทีเดียว ถึงพอเข้าใจว่า อ้อ โจ้กญี่ปุ่นเป็นงี้นี่เอง
ของไทยก็มีคล้ายๆ กัน มันคือมุขตลกรับประทานนั่นเอง ^__^