Wednesday, October 28, 2009

Dear Friend


Dear friend,

I am thinking of you so much.
I thought that you will stay beside me forever and sharing happiness together
as long as we still alive, but it is not true . . .

You departed from my life and it is not your fault.
You walked away from my way not because of your desire, 
but because I chased you.
You used to come to say hi and visit me sometimes,
but I denied to see you.

Now, I realize that I need you. I want you to be by my side as before.
When you were with me, I could do everything as I want happily.
I could master my life as I want when I was think of that I will meet you in soon.
I can lessen my diffidence and insecureness when you are in my mind.

Oh... Come on! Please come back to me.
I need my dear friend back, MOTIVATION.

[my poetry]

Saturday, July 18, 2009

วันหยุดสามวัน


โอ้ แม่เจ้า...
วันนี้พึ่งสำนึกตัว ว่า ส. อา. จ. นี้หยุดยาวติดกันสามวัน 
ตามปกติ วันจันทร์ที่สามของเดือน ก.ค. นี้ เป็นวันของญี่ปุ่นที่เรียกว่า
uminohi หรือวัน(ผี)ทะเล 
จริงๆ แล้ววันทะเล เป็นวันที่ 20 ก.ค. แต่เพิ่งมาเปลี่ยนที่หลังตามกฎหมายในปี 2003

ไม่มีอะไรมาก วันนี้เป็นสัญญาณของการเข้าหน้าร้อน
เป็นวันเปิดทะเล ที่คาดว่าทุกคนต้องไปทะเลกันอย่างล้นหลาม 
(เราก็เลย ไม่ไปทะเลดีกว่า เพราะกลัวตากุ้งยิง แหะๆ)

กลับมาๆ เข้าเรื่องวันหยุดสามวันก่อน
ไม่มีแพลนอะไรพิเศษเลยอ่ะ นอกจากวันอาทิตย์ 
ทำไรดีหนอ หรือจะเขียนโค้ดทำวิจัย ให้เซนเซย์ปลื้มดี 
(หุหุ ไม่ได้มีตติ้งกับเซนเซย์มาจะร่วมปีนึงแล้ว คงเกลียดขี้หน้ากันแล้วเนี่ย)

เห็นชาวบ้านในแลบ บางคนก็ไปปีนเขา บางคนก็ไปแคมป์ปิ้ง
อ่อ เสาร์นี้มีฮานาบิ(ดอกไม้ไฟ)ด้วย งานแรกของโตเกียวเลย 
แต่งานเล็กไปหน่อย มีพลุแค่ 12000 ดอกเอง 
อาจจะไม่คุ้มกับการลากสังขารไปเบียดเสียดผู้คน 

ไว้ถ้าคิดได้แล้วจะมาบอกว่าจะไปไหนดีละกัน 
(คาดว่ามัวแต่คิดวันหยดก็ผ่านไปหมดแล้วแน่เลย เอิ้กๆๆ)

Wednesday, July 15, 2009

เล่าบ้าง

เมื่อวันจันทร์มีเพื่อนที่น่ารักคนนึง
ร่าเริงแจ่มใส สดชื่นตลอดเวลา อีเมลล์มาเล่าเรื่องราวให้ฟัง
อ่านแล้วมีความรู้สึก อบอุ่นสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก
เลยคิดว่า เออ เราก็น่าจะหาเรื่องมาเล่าเก็บไว้เหมือนกันนะ

อย่างน้อยไม่มีใครอ่าน เราก็จะได้ตระหนักว่าเราทำอะไรไปบ้างวันๆ นึง
ไม่ปล่อยเวลาให้เสียไปโดยเปล่าประโยชน์
หาประสบการณ์ สิ่งใหม่ๆ และความสุข ใส่ชีวิตไปในทุกๆ วัน นี่แหละมั้งคือชีวิตที่มีค่า

เมื่อวานกลับบ้านเร็ว (ทุ่มนึง 55 นี่ถือว่าเร็วแล้ว)
เลยคิดจะไปเดินเล่น outlet แถวบ้าน
มันเป็นสถานที่เดียว ที่อยู่ใกล้แถวนี้แล้วล่ะ ที่ดูจะมีผู้มีคนมากที่สุด

อ้อก่อนไปแวะร้านเฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน ชื่อว่า Nitori ก่อน
นิโตริ จะสังเกตง่ายมาก เพราะจะเป็นป้ายเขียวสดใสอันเบ้อเริ่ม
ซึ่งถ้าหล่นมา คงมีคนโดนทับตายแน่นอน เพราะป้ายมันสูงกว่าตึกสามชั้นอีก
อ้อแต่มันเขียนด้วย katakana อ่ะนะ ต่างด้าวคงอ่านไม่ออก
เอาว่าถ้าเห็นป้ายเขียวๆ แจ๊ดๆ อันเบ้อเริ่มๆ ให้สงสัยว่า มันคือร้านเฟอร์นิเจอร์ละกัน

ไม่รู้เป็นอะไร ชอบดูห้องนอน ห้องครัว ห้องนั่งเล่น ที่เค้าจัดไว้เป็นเซตๆ ตามร้านเฟอร์นิเจอร์แฮะ
ในใจก็อยากจะได้แบบนั้นแบบนี้ แต่พอเอาเข้าจริงๆ ถึงเวลาซื้อ ดันเสร่อไม่ซื้อตามที่อยากได้
มัวกังวลโน่นนี่ ว่าย้ายออกแล้วจะทำไง เท่านี้ก็อยู่ได้แล้ว สิ้นเปลืองทำไม ฯลฯ
ห้องที่อยู่ปัจจุบันนี้เลยไม่ได้ตามที่อยากได้เลย - -!
แต่ก็นะ ซื้อของดีไป ก็ใม่ได้ใช้ตลอดอ่ะนะ อยู่นี่แค่ไม่นานเอง

เมื่อวานสงสัยเครียดจัด เดินมันทุกชั้นเลย แต่ไม่ได้ซื้อของใหญ่อะไรหรอกนะ
กะอยากได้เตียงเหมือนกัน กะจะเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ดูบ้าง
แต่ชั่งใจไปมา ก็ไม่ได้ซื้อ (จนจะกลับไทยละ)
อยู่จนเค้าปิดห้างเลยทีเดียว ประมาณ 19:45
ได้ของมาอย่างเดียว มันคือ ถุงเก็บฟุต้ง ที่ทำเป็นสุญญากาศได้
โดยดูดลมออก แล้วฟุต้งจะแบนมากๆ ไม่เปลืองที่เก็บ

หลังจากนั้นก็(ขี่จักรยาน)ไปต่อที่ outlet mall ชื่อ minami machida
อันนี้ก็คล้ายๆ outlet ทั่วๆ ไปมีแบรนด์ต่างๆ เยอะอยู่
ที่น่าสนใจคือเดือนเจ็ด มันเป็นต้นๆ หน้าร้อน
ก็จะมีของ sale เหมือนช่วงปีใหม่

เดินๆ ดูเห็น Gap ลด 70% กะจะสอยกางเกงขาสั้นซะหน่อย
มีกางเกงขาสั้นหุ่นใส่ แบบนึง อยากได้
มองหาแถวๆ นั้น เห็นเซลล์อยู่เหลือ 2900 ตาลุก ลายผ้าเหมือนกันเป๊ะ
ทรงเหมือนกันเป๊ะ มีกระเป๋าเล็กที่แถวๆ น่องบนเหมือนกันเป๊ะ
แต่มันขายาว !!!
เลยงงๆ ว่าอ้าว นี่ให้ซื้อไปตัดขาเองเหรอฟะ เลยเดินไปหาที่อื่นอีก
เจอแล้วๆๆ ขาสั้น พอดูราคา 6900 อยู่ในกองเซลล์ 20%
ง่ะ... คุณหลอกดาว แค่ตัดขาเนี่ยนะ ราคาต่างกันเป็นเท่าๆ เลย

เลยเลิกล่ะ ไม่ซื้อมันซะเลย กลับบ้านดีกว่า
คนขายเข้ามาทัก จับใจความได้ว่า เพิ่งกลับบ้านจากทำงานเหรอคะ
เรามีเสื้อแขนสั้นเซลล์ด้วยนะคะ (พอดีใส่เชิ้ตแขนยาวไป) ลองดูสิคะ
เลยบอกว่า ตรูอยากได้กางเกงขาสั้นเฟ้ยย ทำไมไม่เซลล์.... ในใจ
แต่ก็ยิ้มๆ แล้วก็พยักหน้าหงึกๆ แล้วเดินจากไป

เมื่อวานก็หมดเท่านี้ล่ะมั้ง
อ้อ ทำฟักต้มกระดูกหมูกินด้วยนะ เมื่อวาน อร่อยใช้ได้ทีเดียว
ช่วงนี้ไม่มีเพื่อนไปกินข้างนอกละ ต้องดิ้นรนทำกับข้าวเอง
อ่อ นอนเร็วด้วยเมื่อคืนห้าทุ่มนิดๆ ได้ ตื่นซะสายเลย เก้าโมง
ไว้จะปรับปรุงตัวใหม่ละกันนะคร้าบบบ

Thursday, June 18, 2009

นับต่อ


ผ้มมมกลัวมันจู

วันนี้เรียนภาษาญี่ปุ่น มีโจ้กเรื่อง "มันจูโคไว่" หรือ "กลัวมันจู"

แสดงให้เห็นถึงโจ้กที่มีวัฒนธรรมของประเทศนี้ ว่าอ้อเค้าตลกกันยังนี้นี่เอง

เรื่องสั้นๆ มีอยู่ว่า

นาย ก. บอกว่าตัวเองกลัวสิ่งของอย่างนึงมากๆ นั่นคือ มันจู

นาย ข. อยากแกล้ง นาย ก. เลยไปซื้อมันจูมาเยอะแยะเลย

นาย ก. บอกว่า กัวววว กัววววมาก  kowai kowai  tatsuketekure! ช่วยด้วย

แล้วหลังจากนั้น นาย ก. ก็กินมันจูหมดเกลี้ยงเลย

นาย ข. ถามว่า อ้าวกลัวแล้วทำไมกินทั้งหมดล่ะ

นาย ก. ตอบเขินๆ ว่า อ้าวก็กลัวไง เลยไม่อยากเห็น เลยกินเข้าไปให้หมด
แล้วก็ตบท้ายว่า  ครั้งหน้า กลัวชานะ !!

http://www.youtube.com/watch?v=sYhtNCBg2NM

ผมใช้เวลาโปรเซสประมาณหนึ่งทีเดียว ถึงพอเข้าใจว่า อ้อ โจ้กญี่ปุ่นเป็นงี้นี่เอง
ของไทยก็มีคล้ายๆ กัน มันคือมุขตลกรับประทานนั่นเอง ^__^

Wednesday, June 17, 2009

ระบายสมอง

ช่วงนี้เครียด อย่างเห็นได้ชัด
รู้สึกว่ามีอะไรกระทบจิตใจมากมายเหลือกัน เลยสงสัยว่าจะอยู่รอดต่อไปได้อย่างไร

หาวิธีระบายเครียดดีกว่า ด้วยการเขียนนี่ล่ะ
ปัญหาคือ เขียนอะไรดี

เขียนบ่น?
เขียนด่า?
เขียนชม?
หรือเขียนไร้สาระ

สรุปว่า เรื่องที่จะเขียนก็คิดไม่ออก ว่าอย่างไหนระบายเครียดได้ดีที่สุด
เอาเป็นว่า เขียนเท่านี้ ก็เริ่มระบายๆ ออกมาล่ะ
ว่าตอนนี้กำลังเครียดอยู่นะคุณสมอง ร่างกายกำลังจะแย่
ถ้าบำบัดได้ คิดบวกเข้าไว้ จงทำซะแต่วันนี้ มิฉะนั้นโรคจะถามหาในเร็ววัน

คิดได้วันนี้ พรุ่งนี้ก็ลืมอีก เครียดใหม่อีก - -"
อุบ๊ะ คนเรานี่จะหลุดพ้นเมื่อไหร่กันหนอ
งั้นเอางี้ วันนี้นับหนึ่งละกัน เราจะมาลองดูว่าเครียดเรื่องเดิมๆ สักกี่วัน ??

ปล. คนเขียนไม่อยากให้คนอ่านเครียด
       ดังนั้นหาวิธีอ่านที่ทำให้ท่านไม่เครียดให้ได้นะครับคุณๆ

Thursday, June 11, 2009

เพื่อให้ทุกๆ วันมีเรื่องให้คิด

การเขียน blog หรือ diary ก็มีข้อดีเหมือนกันนะ
มันทำให้สมองได้จดได้จำ ได้ใช้เนื้อที่ความจำเพื่อหาประเด็น มาเขียน มาถ่ายทอดต่อไปได้
ทั้งยังช่วยให้สังเกตสิ่งเล็กๆ น้อยๆ รอบตัว แล้วจับมาเป็นความสุข
ในแต่ละวันของชีวิต เพื่อให้ชีวิตเดินต่อไปอย่างสดใสได้ด้วย

ดังนั้น ผมจะพยายามมาเขียนนะคร้าบ เริ่มทีละนิดละหน่อยละกันครับ

วันนี้เจอคำว่า Caffè Si Bar  ในโรงอาหาร มันเป็นป้ายโปสเตอร์ติดที่ตู้กาแฟ
จริงๆ เห็นมานานแล้วล่ะ แต่ไม่มองผ่านๆ ไม่ได้รู้สึกฉงนอะไร 
แต่วันนี้ เนื่องจากไม่มีประเด็นพูดบนโต๊ะอาหาร และตำแหน่งที่กระผมนั่งนั้น
อยู่ในมุมมองป๊ะแหมๆ กับเจ้าคำนี้พอดี เลยหยิบเอามาถามที่โต๊ะกัน

สรุปว่า ไอ้เจ้าคำนี้มันเป็น ภาษาอิตาเลียน (โอ้ แม่เจ้า นึกว่าฝรั่งเศส)
มันก็คือ Coffee นั่นแล แล้วเจ้า Si ก็เป็นตัวที่ใช้กับสรรพนามที่ไม่เฉพาะเจาะจง
ซึ่งจะทำให้ความหมายต่างๆ กันไป เช่น ประธานถูกกระทำ 
หรือแปะไว้กับประธานที่ไม่เฉพาะเจาะจงเฉยๆ ก็ได้

เริ่มยากล่ะ เอาแค่นี้ดีกว่า

อ้อ เกร็ดความรู้หน่อยนึง coffee นั่นสันนิษฐานว่า น่าจะมีต้นกำเนิดมาจากคำว่า「Kaffa」 
ซึ่งเป็นพื้นที่หนึ่งในเอธิโอเปีย ที่เป็นแหล่งกำเนิดของกาแฟ นะคร้าบ

Thursday, February 12, 2009

Language discrimintation and Individuality

The things I have learned from the current life.